ความเป็นมาของหมู่บ้านห้วยหินลาดใน
บ้านห้วยหินลาดในเรียกตามลักษณะของลำห้วยที่เป็นหินลาดลงตามห้วย เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานที่แน่นอนว่าได้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่จากการสอบถามผู้อาวุโสที่สุดในหมู่บ้าน ทราบว่าหมู่บ้านห้วยหินลาดในมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ปีมาแล้ว จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ผู้นำประเพณี(ฮี่โข่)หมู่บ้านจนถึงคนที่ ๓ (คนปัจจุบันอายุ ๗๐ กว่า) บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งชุมชนคือนายสุกา ปะปะ ซึ่งอพยพมาจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๑–๒๕๑๒ มีการแยกครอบครัว บางส่วนไปอยู่ห้วยหินลาดนอก เพราะสะดวกในการทำนา บางส่วนก็ตามไปอยู่กับพี่น้องบ้านท่าขี้เหล็ก เพราะไปหาที่ทำนา
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ ได้รวมหมู่บ้าน ห้วยหินลาดนอก, ห้วยหินลาดใน, ผาเยือง, ห้วยทรายขาว ประกาศเป็นหมู่บ้านทางการ ห้วยหินลาดในเป็นหมู่บ้านหลัก เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ มีผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งจนถึงปัจจุบันแล้ว ๓ คน ปัจจุบันนายดวงดี ศิริ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน
รางวัลระดับนานาชาติ
นายปรีชา ศิริ ได้รับรางวัลจากสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ชื่อรางวัล “United Nations Forest Hero Award” ในปีพ.ศ.๒๕๕๖
นายปรีชา ศิริ เป็นผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ด้านการจัดการป่าไม้ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชุมชนในการฟื้นฟูระบบการจัดการป่าอย่างยั่งยืนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาอุทิศชีวิตเพื่อพิสูจน์ความเชื่อที่ว่า “การปกป้องธรรมชาติ คือการปกป้องวิถีชีวิต”
เขาเชื่อมั่นว่า “สิทธิ” และ “หน้าที่” เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ เมื่อกล่าวถึงการคุ้มครองและส่งเสริมระบบการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่พึ่งพาตนเอง
ด้วยการนำของเขา ชุมชนสามารถพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่แบบบูรณาการ ตั้งแต่นาขั้นบันได การทำไร่หมุนเวียน การเลี้ยงผึ้ง การทำชาและไผ่พื้นบ้าน ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า จนกลายเป็นต้นแบบของการจัดการระบบนิเวศที่ประสบความสำเร็จ แผนพัฒนารายได้ที่สร้างสรรค์เหล่านี้ยังช่วยก่อให้เกิดกองทุนชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอีกด้วย
https://www.un.org/esa/forests/outreach/forest-heroes/asia-pacific/index.html
การจัดการป่าชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน
สภาพป่าของบ้านห้วยหินลาดในยังคงมีความสมบูรณ์และเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ลาวซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชุมชนห้วยหินลาดในมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีที่ผูกพันกับป่าอย่างลึกซึ้งสืบทอดจากบรรพบุรุษ ทำให้แนวทางการจัดการทรัพยากรป่าของชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพต่อธรรมชาติ และยึดหลักความสมดุลเพื่อความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี พ.ศ. 2529–2531 ได้มีการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ไม้ใหญ่จำนวนมากของชุมชนถูกตัด ทำให้ชุมชนรู้สึกว่าศรัทธา ความเชื่อ และความผูกพันต่อผืนป่าถูกละเมิด การต่อสู้ของชุมชนในช่วงเวลาดังกล่าวมุ่งเรียกร้องให้ยุติการตัดไม้บริเวณใกล้หมู่บ้าน แต่ไม่ได้รับผลสำเร็จ จนกระทั่งมีการประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ในปี พ.ศ. 2530
ภายหลังการยกเลิกสัมปทาน ชุมชนยังคงต้องเผชิญกับกฎหมายป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการประกาศเขตป่าสงวนซึ่งไม่ได้สำรวจพื้นที่จริง ทำให้ไม่ทราบว่ามีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงในเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ชุมชนจึงต้องสื่อสาร ทำความเข้าใจ และเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ต่อมา ชุมชนจึงเข้าร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) โดยได้รับข้อมูลจากสถานีวิทยุกระจายเสียงภาษาปกาเกอะญอ และได้ส่งตัวแทนไปร่วมการเรียกร้องกับสมัชชาคนจนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539 รวมระยะเวลา 99 วัน แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติยังไม่ปรากฏความชัดเจน
จากสถานการณ์ดังกล่าว ชุมชนได้ทบทวนและพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรของตนเองใหม่ โดยอาศัยรากฐานจากประเพณีดั้งเดิมที่เน้นความเชื่อและความเคารพต่อธรรมชาติ พร้อมทั้งจัดทำกฎระเบียบชุมชนเกี่ยวกับการจัดการดิน น้ำ และป่าให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงจัดเขตพื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่า และพื้นที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ เพื่อแสดงให้สังคมภายนอกและหน่วยงานรัฐเห็นถึงความสามารถของชุมชนในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ จากระบบผู้นำทางธรรมชาติในอดีต ชุมชนได้พัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่าขึ้นใหม่ เพื่อให้มีระบบกำกับ ดูแล และป้องกันความขัดแย้งทั้งภายในและกับชุมชนใกล้เคียงในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันอย่างเป็นธรรมและสมดุล
กฎระเบียบป่าชุมชน
ห้ามตัดไม้ขายในเขตป่าชุมชนและเขตป่าอนุรักษ์
ห้ามล่าสัตว์ป่าในเขตป่าอนุรักษ์และป่าชุมชนในระยะรัศมี ๑ กิโลเมตร
ห้ามบุกรุกและทำลายป่าในเขตป่าต้นน้ำ
ห้ามเผาป่าเพื่อประโยชน์ใดๆ (ยกเว้นพื้นที่ทำกิน ไร่หมุนเวียนในระยะเวลาที่กำหนด)
ห้ามใช้เครื่องมือ ตาข่ายดักนกและกาวจับนกและเบื่อปลายในแหล่งน้ำในเขตป่าชุมชน
การจัดการป่าที่ผสานระหว่างวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมกับวิทยาการสมัยใหม่อย่างกลมกลืน
ปรัชญาการอยู่ร่วมกับป่าและระบบชุมชน
แม้หมู่บ้านห้วยหินลาดในเป็นชุมชนขนาดเล็ก ประกอบด้วยประมาณ 23 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาว มีพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ โดยร้อยละ 92 เป็นป่าชุมชนที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเข้มแข็ง ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่ทำกิน เช่น ไร่หมุนเวียน ไร่เหล่า นาข้าว สวนชา และพื้นที่อยู่อาศัย
ปรัชญาการดำเนินชีวิตของกลุ่มปกาเกอะญอเน้นแนวคิด “ความพอดี” โดยเชื่อว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติจำเป็นต้องเคารพกฎแห่งป่า ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงความฟุ่มเฟือยหรือการผลิตเชิงเศรษฐกิจที่เกินพอดี เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ชุมชนมองว่า “ชีวิต” และ “วิถี” ดั้งเดิมดำรงอยู่ได้ก็เพราะป่าคือฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงทุกมิติของการดำรงชีพ
การเลี้ยงผึ้ง
การเลี้ยงผึ้งในบ้านห้วยหินลาดในเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของกลุ่มปกาเกอะญอที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ชุมชนไม่ได้เลี้ยงผึ้งในรูปแบบเชิงอุตสาหกรรม แต่เป็นการดูแลผึ้งป่าและผึ้งพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติโดยไม่รบกวนระบบนิเวศมากเกินไป การมีผึ้งในพื้นที่ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า เพราะผึ้งจะเจริญเติบโตและสร้างรังได้ดีในสภาพป่าที่หลากหลายและปลอดจากสารเคมี แนวคิดหลักของชุมชนคือ “ถ้าป่าสมบูรณ์ ผึ้งก็จะสมบูรณ์” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างคนกับป่าอย่างชัดเจน
ผึ้งที่พบในพื้นที่มีหลากหลายชนิด เช่น ผึ้งโพรง (Apis cerana) ผึ้งหลวง (Apis dorsata) ผึ้งมิ้ม (Apis florea) และผึ้งชันโรงหลายชนิด การเลี้ยงผึ้งของชุมชนเน้นการใช้ “กล่องไม้” หรือวัสดุธรรมชาติเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อดึงดูดให้ผึ้งเข้ามาอยู่เองตามธรรมชาติมากกว่าการย้ายรังจากภายนอก ชาวบ้านไม่ใช้การให้อาหารเสริมหรือการดูแลอย่างเข้มข้นแบบการเลี้ยงผึ้งสมัยใหม่ แต่ปล่อยให้ผึ้งหาอาหารจากดอกไม้ในป่าและไร่หมุนเวียน ซึ่งมีความหลากหลายของดอกไม้ตลอดทั้งปี การไม่เข้าไปแทรกแซงมากเกินไปทำให้ผึ้งยังคงพฤติกรรมธรรมชาติและช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศโดยรอบ
หลักการเก็บน้ำผึ้งของชุมชนตั้งอยู่บนความพอดีและการคงความยั่งยืนของรังผึ้ง การเก็บจะกระทำในช่วงที่รังมีความสมบูรณ์เท่านั้น และจะไม่เก็บจนหมดรัง เพื่อเหลืออาหารให้ผึ้งใช้ดำรงชีวิตและกลับมาสร้างรังใหม่ในฤดูกาลถัดไป กฎพื้นบ้านที่ยึดถือร่วมกันคือ “เอาแต่พอดี เหลือให้ผึ้งอยู่” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ทรัพยากรโดยไม่ทำลายความต่อเนื่องของวงจรชีวิตผึ้ง แนวปฏิบัตินี้ทำให้ผึ้งยังคงกลับมาที่เดิมทุกปี ส่งผลให้การเก็บน้ำผึ้งเป็นรายได้เสริมที่มีความมั่นคงในระยะยาวโดยไม่กระทบต่อประชากรผึ้งธรรมชาติ
ระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนยังมีบทบาทสำคัญต่อการเลี้ยงผึ้งอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะพื้นที่ไร่ที่กำลังฟื้นตัวในปีที่ 2–3 จะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าหลากหลายชนิด ทำให้ผึ้งมีแหล่งอาหารตลอดปี และไม่มีสารเคมีตกค้างจากกระบวนการผลิตอาหาร ชุมชนจึงมองผึ้งว่าเป็น “ผู้ช่วยผสมเกสร” ที่มีส่วนทำให้ระบบอาหารของหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันผึ้งเองก็ได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเช่นกัน
ในแง่เศรษฐกิจ น้ำผึ้งจากผึ้งป่า เช่น ผึ้งหลวงและผึ้งโพรง เป็นสินค้าที่มีมูลค่าและสามารถสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน แต่ชุมชนยังคงเน้นวิธีการผลิตที่ไม่ทำลายระบบนิเวศและไม่เร่งผลิตเพียงเพื่อผลตอบแทนทางการตลาด การเลี้ยงผึ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองที่ผสานเข้ากับวัฒนธรรมและการดูแลป่าดั้งเดิมของปกาเกอะญอ โดยผึ้งยังมีสถานะเชิงวัฒนธรรมในฐานะตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และตัวชี้วัดสุขภาวะของป่า ซึ่งถูกปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเคารพและเรียนรู้วิธีการเก็บน้ำผึ้งแบบไม่ทำลายรัง
สวนชาในระบบนิเวศป่า
สวนชาของชุมชนเป็น ชาพันธุ์อัสสัม ที่เติบโตท่ามกลางร่มเงาของไม้ป่าธรรมชาติ ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี สวนชานี้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี และสร้างรายได้สำคัญให้แก่ครัวเรือน
ชุมชนเคยได้รับคำแนะนำให้ปลูกชาพันธุ์ใหม่ที่มีราคาสูงกว่า แต่เลือกปฏิเสธ เนื่องจากพันธุ์ดังกล่าวต้องการการดูแลด้วยปัจจัยภายนอกจำนวนมาก ทั้งการใส่ปุ๋ย การให้น้ำ และการใช้เทคโนโลยี เช่น สปริงเกอร์ ซึ่งขัดกับหลักคิดเรื่องความพอดีและอาจกระทบต่อการมองภาพลักษณ์ของชุมชนในฐานะผู้ดูแลต้นน้ำ
แนวคิดนี้สะท้อนความตั้งใจของชุมชนที่จะรักษาระบบนิเวศและหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการผลิตแบบเกษตรเชิงเดี่ยวสมัยใหม่
ระบบภูมิปัญญาการจัดการ “หน่อไผ่หก”
หน่อไผ่หกเป็นทรัพยากรสำคัญในการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ของชุมชนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ภูมิปัญญาการจัดการอาศัยการสังเกตเชิงระบบนิเวศ พบว่าไผ่หนึ่งต้นจะให้หน่อประมาณ 6 หน่อ ในระยะเวลา 3 เดือน ชุมชนจึงกำหนดกฎเกณฑ์การเก็บเกี่ยวอย่างเคร่งครัด ดังนี้
อนุญาตให้เก็บ เฉพาะ 45 วันแรก ของฤดูออกหน่อ อีก 45 วัน จะปล่อยให้หน่อชุดหลังเติบโตเป็นกอ เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรในระยะยาว
ถึงแม้พ่อค้าจะเสนอให้เก็บหน่อในช่วงที่มีน้ำหนักดีที่สุด (เดือนกันยายน) เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่ชุมชนยืนยันไม่เก็บ เพราะเป็นช่วงที่จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นต้นทุนทางนิเวศเพื่อฟื้นฟูแพร่ขยายไผ่ในอนาคต นโยบายพื้นบ้านนี้สะท้อนการให้ความสำคัญกับ “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” มากกว่าผลผลิตเชิงพาณิชย์ระยะสั้น
ไร่หมุนเวียน: ระบบเกษตรวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
ไร่หมุนเวียนเป็นฐานอาหารสำคัญของชุมชนปกาเกอะญอ และเป็นแหล่งความหลากหลายของพันธุ์พืชดั้งเดิมนับร้อยชนิด โดยชุมชนจัดการพื้นที่ตาม รอบหมุนเวียน 7 ปี คือกำหนดพื้นที่ไร่ไว้ 7 แปลง หมุนใช้ปีละแปลง แล้วกลับมาใช้พื้นที่เดิมทุก 7 ปีโดยไม่เปิดพื้นที่ใหม่
ความแตกต่างสำคัญจาก “ไร่เลื่อนลอย” คือมีการกลับสู่พื้นที่เดิมและมีระบบการดูแลดูแลอย่างต่อเนื่อง เช่น
การเฝ้าระวังไฟป่า
การตัดฟื้นฟูพืชในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ให้ต้นไม่ตาย
การปล่อยพื้นที่พักฟื้นนาน 6 ปี เพื่อให้ระบบนิเวศฟื้นตัว
ระบบนี้ทำให้เกิดการรักษาพันธุกรรมของพืชผักดั้งเดิม ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และคงอยู่ของวัฒนธรรมที่ผูกพันกับป่า
ชุมชนยังปลูกฝังให้ลูกหลานเห็นคุณค่าของ “มรดกเมล็ดพันธุ์” และเชื่อมั่นว่าไม่มีวันขาดแคลนอาหาร หากรักษาระบบไร่หมุนเวียนไว้
วีดิทัศน์เกี่ยวกับการจัดการป่าของชุมชนหินลาดใน
วีดิทัศน์นี้เกี่ยวกับภาพรวมของการจัดการป่าในชุมชนห้วยหินลาดใน ที่ตั้งอยู่บนวิถีปกาเกอะญอที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ ควบคู่กับกติกาชุมชนที่เข้มแข็ง ชุมชนใช้ระบบไร่หมุนเวียนที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของป่า แบ่งเขตป่าอย่างชัดเจน และใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น พร้อมหักรายได้บางส่วนเข้ากองทุนป่าชุมชนเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังมีการทำแนวกันไฟ การเฝ้าระวังไฟป่า และร่วมมือกันดับไฟเมื่อเกิดเหตุ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกครัวเรือนจนถึงเยาวชน ทำให้ชุมชนสามารถดูแลป่าต้นน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.
หลักการจัดการทรัพยากรของชุมชนห้วยหินลาดใน
การพึ่งพาและเคารพธรรมชาติ
ชุมชนยึดถือหลักการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน โดยมองว่าป่า ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมเป็นฐานทรัพยากรที่ต้องดูแลรักษา มิใช่เพียงแหล่งให้ผลผลิต ชุมชนจึงใช้ทรัพยากรภายใต้ความพอดี และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อระบบนิเวศการใช้ประโยชน์ทรัพยากรภายใต้กติกาชุมชน
การใช้ประโยชน์จากป่าและพื้นที่ทำกินยึดตามกฎระเบียบที่ชุมชนร่วมกันกำหนดผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการจัดการทรัพยากร และลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในชุมชนการกำหนดเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์และเขตหวงห้าม
ชุมชนร่วมกันจัดทำการจำแนกพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น เขตป่าต้นน้ำ เขตหวงห้าม เขตพื้นที่ทำกิน และพื้นที่อยู่อาศัย เพื่อให้แต่ละพื้นที่ได้รับการดูแลตามเป้าหมายด้านการอนุรักษ์หรือการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลร่วมกันจากชุมชนการจัดการทรัพยากรบนพื้นฐานประสบการณ์และภูมิปัญญา
กระบวนการจัดการทรัพยากรของชุมชนตั้งอยู่บนองค์ความรู้ดั้งเดิม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพการสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน
องค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรแก่สมาชิกทุกช่วงวัย เพื่อสร้างระบบการดูแลรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว
คนกับป่าพึ่งพาอาศัยกันด้วยความสมดุล
ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเน้นความพอดีและความยั่งยืนเป็นหลัก การใช้ประโยชน์ครอบคลุมทั้งเพื่อการดำรงชีพ การสร้างรายได้เสริม และการดูแลสุขภาพ ตามแนวคิด “พึ่งพาป่าอย่างเคารพ” ดังนี้
การนำผลผลิตจากป่ามาใช้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก
ชุมชนเก็บผลผลิตจากป่าเพื่อนำมาบริโภคภายในครัวเรือน เช่น หน่อไม้ พืชผักป่า หางหวาย และเห็ดต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารตามฤดูกาลและเป็นฐานความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนมาอย่างยาวนานผลผลิตที่สามารถจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริม
ผลผลิตบางชนิด เช่น หน่อไม้ น้ำผึ้งป่า และมะขม ถูกนำออกจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมแก่ครัวเรือน โดยชุมชนได้กำหนดให้ “หักรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุนชุมชน” เพื่อนำไปใช้ในการอนุรักษ์ ดูแล และฟื้นฟูทรัพยากรป่าในระยะยาว ซึ่งเป็นกลไกการจัดการทรัพยากรเชิงสังคมที่เข้มแข็งการใช้ทรัพยากรป่าเพื่อการก่อสร้างและเชื้อเพลิง
ชุมชนใช้วัสดุจากป่าบางชนิด เช่น ไม้ไผ่หรือไม้พื้นถิ่น เพื่อการก่อสร้างที่อยู่อาศัยหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ทั้งนี้อยู่ภายใต้กฎระเบียบและกติกาชุมชนที่ตกลงร่วมกัน เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์เกินความจำเป็นและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศป่าการใช้สมุนไพรป่าตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ชุมชนใช้สมุนไพรป่าหลากหลายชนิดในการรักษาโรคตามความรู้และภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ถือเป็นมิติสำคัญของสุขภาพชุมชนที่เชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์ของป่า การคงอยู่ของพืชสมุนไพรจึงเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ระบบนิเวศ
ประเพณีและวัฒนธรรม
- การแต่งกาย เป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรม ของชาติพันธุ์ ปกาเก่อญอ
- ประเพณีประจำปี เป็นการเชื่อทางจิตวิญญาณโดยการปฏิบัติร่วมของชุมชน
- ประเพณีพิธีกรรม การเคารพซึ่งธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปฏิบัติโดยร่วมของชุมชน
- พิธีกรรมความเชื่อ การเคารพธรรมชาติ โดยครอบครัวและด้วยตัวบุคคล
- พิธีกรรมในครัวเรือน การนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ (ผีปู่ย่า)
- ประเพณีพิธีกรรม ที่นับถือปฏิบัติในไร่นา เคารพต่อแม่น้ำ ป่า
- ความเชื่อและจารีตความสัมพันธ์ต่อธรรมชาติ แม่น้ำ ต้นไม้ และสัตว์ป่า
การผลิตระบบวนเกษตร
- มีการปลูกพืชผสมผสานหลากหลายชนิด เน้นพืชยืนต้นเป็นหลัก
- ปลูกพืชที่มีความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- มีกฎระเบียบการจัดการที่ดิน และข้อห้ามเรื่องการเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อม
- เพื่อการบริโภคและเป็นรายได้ของชุมชน
ประวัติศาสตร์ปกาเกอะญอ
“ปกาเกอะญอ” เป็นคำที่กลุ่มกะเหรี่ยงสะกอใช้เรียกตนเอง โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มย่อยของกะเหรี่ยงในประเทศไทย ซึ่งโดยทั่วไปมีการจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ จกอร์หรือสะกอร์ โพล่งหรือโปว์ กแบหรือคะยา และปะโอหรือตองสู
คำว่า “ปกาเกอะญอ” ในภาษาของกะเหรี่ยงสะกอมีความหมายว่า “คน” สะท้อนถึงการให้คุณค่าแก่ความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีของตนเอง แตกต่างจากคำเรียกภายนอก เช่น “กะเหรี่ยง” หรือ “ยาง” ซึ่งผู้ถูกเรียกอาจไม่รู้ที่มาหรือความหมาย และในบางบริบทยังถูกเชื่อมโยงกับวาทกรรม “ชาวเขา” ที่มีนัยยะของความล้าหลังหรือด้อยพัฒนา
การเลือกใช้คำว่า “ปกาเกอะญอ” จึงไม่ใช่เพียงการเรียกชื่อ แต่เป็นการยืนยันอัตลักษณ์และสร้างพื้นที่ทางสังคมของตนเอง เพื่อท้าทายการเหมารวมและลดอคติ อันนำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ปกาเกอะญอ” ใช้เฉพาะกับกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเหรี่ยงโปหรือกลุ่มย่อยอื่น ดังนั้น คำว่า “กะเหรี่ยง” จึงยังคงถูกใช้เป็นคำเรียกรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด ขณะที่ “ปกาเกอะญอ” เป็นคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงในระดับกลุ่มย่อยนั้นเอง
ประวัติศาสตร์ของชาวกะเหรี่ยงมีเรื่องเล่าและข้อสันนิษฐานที่สืบต่อกันมาว่า มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมจากแถบตะวันออกกลาง เช่น บาบิโลน ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ มองโกเลีย เตอร์กิสถานตะวันออก ทิเบต ยูนนาน และเข้าสู่พม่า โดยมีหลักฐานเชิงเรื่องเล่าที่ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานนับพันปี ตั้งแต่ก่อนคริสตกาลจนถึงปัจจุบัน
ชาวกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่าราว 739 ปี ก่อนจะมีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันตก ในช่วงประมาณ 200–300 ปีที่ผ่านมา การอพยพเกิดขึ้นหลายระลอก ทั้งจากแรงกดดันทางการเมือง สงคราม และการแสวงหาพื้นที่อยู่อาศัยใหม่
ในบางเรื่องเล่ากล่าวว่า ชาวกะเหรี่ยงเคยมีดินแดนของตนเองชื่อ “กอทูเล” ก่อนที่ชนชาติพม่าจะเข้ามามีอำนาจและเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงต้องกระจัดกระจายและอพยพออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า ในสมัยพระเจ้ากาวิลละแห่งเชียงใหม่ ชาวกะเหรี่ยงบางส่วนถูกกวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลย ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่อพยพเข้ามาโดยสมัครใจ และตั้งถิ่นฐานในเขตล้านนา โดยมีความสัมพันธ์กับอำนาจท้องถิ่นผ่านระบบการส่งส่วย เช่น ช้างหรือทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อแลกกับสิทธิในการอยู่อาศัย
ในพื้นที่ภาคเหนือ มีข้อสันนิษฐานว่าชุมชนกะเหรี่ยงบางกลุ่มอาจตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 1,500 ปี โดยมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่เดิมในรัฐคะยา ก่อนจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ลุ่มน้ำปิง ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันตก การอพยพมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในพม่า เช่น สงครามในสมัยพระเจ้าอลองพญา ซึ่งส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก รวมถึงชาวกะเหรี่ยง อพยพเข้าสู่ดินแดนไทย
ต่อมาในช่วงหลังยุคอาณานิคม ความไม่สงบทางการเมืองในพม่ายิ่งทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยชาวกะเหรี่ยงเป็นหนึ่งในกลุ่มสำคัญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ปัจจุบันพบว่าชุมชนกะเหรี่ยงกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ รวมกว่า 15 จังหวัด เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น
ในด้านวิถีชีวิต กลุ่มปกาเกอะญอซึ่งเป็นกะเหรี่ยงสะกอ มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับธรรมชาติ ดำรงชีพบนฐานของทรัพยากรในท้องถิ่น โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาในการจัดการดิน น้ำ ป่า และอาหารอย่างสมดุลกับระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังมีลักษณะทางวัฒนธรรมที่เรียบง่าย สมถะ และรักสงบ เห็นได้จากการแต่งกายที่ทอด้วยมือ เน้นความเรียบง่าย ไม่เน้นการตกแต่งฟุ่มเฟือย อันเป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติและคุณค่าภายในของชุมชน